Posts

ขอบคุณท่่าน รสนา โตสิตระกูล ที่ส่งข้อความมาให้ Admin Fanpage อันนี้คะ
และในขณะนี้ คุณรสนาได้เปิด Facebook ส่วนตัวให้ติดตามแล้ว ขอเชิญทุกท่านไปติดตามได้ที่ลิงค์ ตามชื่อลิงค์คุณรสนา ข้างต้นได้เลยคะ

สวัสดีปีใหม่ 2558 คะ

Image may contain: text
Photos
Posts
รสนา โตสิตระกูล

นโยบายจำนำข้าว เอาชาวนาเป็นตัวประกัน คอร์รัปชันมโหฬาร

รัฐบาลกำลังใช้ชาวนาเป็นตัวประกันในการบีบ กกต. ให้อนุญาตรัฐบาลรักษาการสามารถกู้เงินอีก 1แสน3หมื่นล้านบาทมาใ...ช้หนี้ค่าข้าว ทั้งที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง เท่ากับรัฐบาลรักษาการอาศัยความเดือดร้อนของชาวนาที่เกิดจากการบริหารของตนเอง ที่ทั้งไร้ประสิทธิภาพ และมีการทุจริตคอรัปชันอย่างมโหฬารมาเป็นข้ออ้าง หากกกต.ไม่อนุมัติเพราะผิดกฎหมายเลือกตั้ง รัฐบาลรักษาการก็จะโยนความผิดไปให้กกต.

ถ้ากกต. ยอมให้มีการกู้เพื่อมาใช้หนี้ค่าข้าวของชาวนา ก็กลายเป็นว่าพรรคการเมืองของรัฐบาลรักษาการชุดนี้ นอกจากไม่ต้องรับผิดชอบกับการบริหารงานที่ล้มเหลวของตนแล้ว ยังสามารถใช้เงินภาษีของประชาชนไปลงทุนให้กับการเลือกตั้งของตัวเองอีกด้วย ดังที่พรรคนี้หาเสียงขอโอกาสทำงานสานต่อนโยบายเดิมให้บรรลุผล โดยย้ำว่าจะยังมีนโยบายจำนำข้าวต่อไป

ความล้มเหลวของโครงการรับจำนำข้าว ที่ถลุงเงินงบประมาณแผ่นดินไปเกือบ9แสนล้าน และขาดทุนไปถึง4แสนล้าน แต่ยังค้างเงินค่าข้าวชาวนาอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นการโกงทั้งชาวนาและเงินภาษี เพราะการโกงมีหลากหลายวิธี เช่นการรับซื้อข้าวลมของทีมพ่อค้าข้าว เป็นวิธีหนึ่งในการผ่องถ่ายเงินให้กับเครือข่ายของนักการเมือง แต่ไม่จ่ายหนี้จริงแก่ชาวนาที่ถือใบประทวนอยู่

มีข้อมูลจากเพื่อนที่ได้คุยกับชาวนา3จังหวัดเรื่องวิธีการโกงของพ่อค้าข้าวมาให้ฟังดังนี้

" เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา (11-12 ม.ค.57)ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อน
ชาวนา 3 ราย จึงสอบถามเรื่องจำนำข้าว ได้ความว่า

เพื่อนชาวนานครปฐมเล่าให้ฟังว่า ทำนา 30 ไร่ ได้ข้าวไร่ละ 60-70 ถัง รวมได้ข้าวประมาณ 20 เกวียน ซึ่งท่าข้าวฯ (โดยกรรมการที่มี ผวจ.เป็นประธานฯ) ตีราคาข้าวให้เกวียนละ 11,000 บาทเศษ (อ้างว่าหักค่าความชื้น) แต่เขาให้เซ็นรับรองในใบประทวนว่าจำนำข้าวจำนวน 22 เกวียน ในราคาเกวียนละ 15,000 บาท และที่สำคัญเพื่อนเล่าว่า มีการเรียกเก็บค่าวางแผ่นดิน (ค่าหัวคิวเก็บสต็อกข้าวให้กับองค์การคลังสินค้า) จากโรงสี ๆ ละ 2 ล้านบาท และค่าหัวคิวเก็บข้าวสารอีกกระสอบละ 10 บาท (ไม่เชื่อก็ลองแอบถามพวกโรงสีดู)

ส่วนเพื่อนชาวนาอยุธยาเล่าว่า ทำนา 40 ไร่ ฤดูกาลปี 56 ทำนา 2 ครั้งได้ข้าวครั้งละประมาณ 30 เกวียน ค่าจำนำข้าวครั้งแรกได้เงินแล้วแต่ครั้งหลังยังไม่ได้เงิน ท่าข้าวฯตีราคาให้เกวียนละ 12,000 บาท แต่ต้องเซ็นใบประทวนในราคาเกวียนละ 15,000 บาท หากภายในวันที่ 15 ม.ค. 57 ไม่ได้เงินค่าจำนำข้าวก็จะออก
ไปชุมนุมเรียกร้อง ถามเพื่อนว่ารู้ไหมว่าเขารวมหัวกันโกงจำนำข้าวกันอย่างมโหฬาร เพื่อนบอกก็รู้แต่ไม่มีทางเลือก ไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าไม่ร่วมมือกับเขาก็ไม่รู้จะเอา
ข้าวไปขายใคร

สุดท้ายเพื่อนชาวนาพิจิตรเล่าว่า ทำนา 10 ไร่ ได้ข้าวประมาณ 9 เกวียน ท่าข้าวฯตีราคาปากเปล่าให้เกวียนละ 12,000 บาท ซึ่งในใบประทวนระบุปริมาณข้าว
อย่างเดียวไม่ได้ระบุราคาที่แท้จริง แต่ที่สำคัญเพื่อนเล่าว่าหากชาวนารายใดได้ผลผลิตข้าวต่อไร่น้อย (เช่น 50-60 ถัง/ไร่) ท่าข้าวฯจะออกใบประทวนให้ใน
สัดส่วนผลผลิตต่อไร่สูงสุด
(80-90 ถัง/ไร่) โดยในส่วนข้าวที่ขาดหายไปพวกท่าข้าวฯจะไปหามาเติมเองให้ครบตามใบประทวน รวมทั้งมีการเก็บค่าวางแผ่นดิน(ค่าหัวคิวสต็อกข้าว) จากโรงสีในราคากระสอบ(ข้าวสาร)ละ 10 บาท เหมือนที่นครปฐมเลย

ในฐานะคนจ่ายภาษีฟังแล้วอึ้งครับ ระบอบประชาธิปไตยและนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองแท้จริงแล้วเป็นการรวมหัวกันของพวกนี้ กับบรรดา ส.ส. ขี้ข้า (บ้านใหญ่ของแต่ละจังหวัด) และข้าราชการลิ่วล้อ สมรู้ร่วมคิดกันปล้นเงินของแผ่นดิน แค่เฉพาะโครงการจำนำข้าวอย่าง
เดียวสองปีก็ฉิบหายไปแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท (เงินจำนวนนี้สามารถสร้างระบบชลประทาน การเกษตรได้ทั่วประเทศ) พวกนี้อาศัยความเดือดร้อนของชาวนาคนจนรากหญ้ามาบังหน้าปล้นประเทศกัน"

น่าเสียดายงบประมาณจากเงินภาษีของประชาชนหลายแสนล้านที่ละลายหายไปในโครงการประชานิยมเกินตัว เหมือนตำน้ำพริกละลายมหาสมุทร นอกจากจะไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางรายได้แก่ชาวนาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ยังทำลายระบบการค้าข้าวทั้งระบบของประเทศแล้ว ยังอาจฉุดระบบการเงินการคลังของประเทศให้ดิ่งลงเหว นี่คือสภาพที่อาจจะเกิดขึ้นแม้ไม่มีการคอร์รัปชันด้วยซ้ำ แต่เมื่อบวกการคอร์รัปชันอย่างมโหฬารซ้ำเติมลงไปอีก ก็ยิ่งเร่งให้ระบบการคลังถังแตกชนิดกู่ไม่กลับหลับไม่ตื่น และประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศล้มละลายเพราะใช้เงินเกินตัวเหมือนหลายประเทศในยุโรป

See More
รสนา โตสิตระกูล

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาสังคมที่ " เสียงทางตรงของประชาชนทั่วทั้งประเทศ สามารถตรวจสอบ และถ่วงดุลเสียงข้างมากในสภาในการออกกฎหมายที่ขัดหลักนิติธ...รรม คือกฎหมายที่เปลี่ยนความผิดให้เป็นถูกได้" ซึ่งเสียงของตัวแทนเสียงข้างน้อยในสภา ไม่สามารถหยุดยั้งได้

มีเพียงองค์กรเดียวที่เหลืออยู่ที่จะถ่วงดุล
เสียงข้างมากในการออกกฎหมายที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม คือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกทั้งดิสเครดิต และข่มขู่เพื่อให้หวาดกลัว

แต่มาถึงวันนี้ดิฉันได้เห็นคุณภาพใหม่ของประชาชนที่เข้ามาเป็นผู้ปกป้องหลักนิติธรรมและนิติรัฐของบ้านเมืองที่สภานิติบัญญัติไม่ได้ทำหน้าที่ และสามารถทำให้สภานิติบัญญัติทั้งส.ส และ ส.ว ถึงกับถอยกรูดแก้เกมแทบไม่เป็นกระบวน อย่างการถอนร่างพ.ร.บ นิรโทษ และ ปรองดอง 5ฉบับออกไปภายในวันเดียว

ดิฉันขอนำแถลงการณ์ ฉบับที่6 ของกลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยมาลงให้เพื่อนมิตรได้อ่าน เพราะนี่คือพัฒนาการของภาคประชาสังคม

ชมรมนักธุรกิจฯนัดเป่านกหวีดทั่วประเทศ หนุนตั้งศาลประชาชนพรุ่งนี้
หน้าหลัก » เศรษฐกิจ

ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 6 เรียกร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยอมรับผลพิพากษาคดีทุจริต ยุติปัญหาความขัดแย้งในประเทศ เรียกร้องเปิดศาลประชาชน วอนร่วมแสดงจุดยืน เป่านกหวีดพร้อมกันทั่วประเทศ 17.30 น. จันทร์นี้ (11 พ.ย.56) พร้อมนัดเป่านกหวีดสีลม 12 พ.ย.เวลาเดิม ...

ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 6 เรียกร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องยอมรับผลพิพากษาทุจริต เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ โดยระบุว่าการออกมาชี้แจงครั้งล่าสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นการยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องได้เงินคืนไม่ใช่เพราะนิรโทษกรรม แต่ต้องได้เงินคืน เพราะคืนความเป็นธรรมให้เหยื่อการรัฐประหาร จากข้อความที่ระบุว่า

“ตามที่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และถูกทำให้เป็นประเด็นการเมืองใส่ร้ายตัวผม บิดเบือนว่าจะคืนเงินและล้างผิดให้คนๆ เดียว ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ของกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ กระทำเพื่อให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งและคืนความเป็นธรรมให้กับเหยื่อของการรัฐประหารปี 49”

ทั้งนี้ ชมรมฯ เห็นว่า การชี้แจงดังกล่าวเป็นการบิดเบือนเพื่อใส่ร้ายกระบวนการยุติธรรมไทยอีกครั้งหนึ่ง ชมรมฯ จึงออกแถลงการณ์ฉบับที่ 6 เพื่อเรียกร้องใน 5 ประเด็น ดังต่อไปนี้

1. ปรับประเด็นการต่อสู้ให้ตรงเป้ามากขึ้น โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องยอมรับผลพิพากษาทุจริต” เพราะกระบวนการตุลาการไทย ได้ให้โอกาสครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจง แต่ก็ไม่สามารถชี้แจงได้ทั้งต่อศาลและต่อสาธารณะ เช่น กรณีครอบครัวชินวัตร ได้ให้การต่อศาลตามที่บันทึกในคำพิพากษาว่า คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้โอนขายหุ้นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 150 ล้านหุ้น และใบสำคัญแสดงสิทธิ์ซื้อหุ้นจำนวน 300 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท ให้กับบุตร รวม 4,500 ล้านบาทนั้น เป็นข้อมูลเท็จ เพราะใบสำคัญแสดงสิทธิ์ 300 ล้านหุ้น แม่ได้มาฟรี กลับขายให้บุตร 3,000 ล้านบาท เป็นการสร้างหนี้ปลอมเพื่อคืนปันผลหุ้นชินวัตร ซึ่งเป็นหลักฐานหนึ่งที่ศาลย่อมพิพากษาได้ว่า “ให้การเท็จ และทำเพื่อการซุกหุ้นจริง” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยผิดรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จริง ชมรมฯ จึงขอชวนประชาชนต่อสู้ให้ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องยอมรับผลพิพากษาทุจริต” เรื่องจะจบ สังคมจึงจะสงบได้

2. ขอเรียกร้องให้ครอบครัวชินวัตร หยุดสร้างความแตกแยกในสังคมมากลบคดีอีกต่อไป จากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า “มีการตั้งข้อกล่าวหาและสอบสวนอย่างเบ็ดเสร็จรวบรัด” และจากการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุว่า “คนไทยที่ต่อต้านเป็นพวกไม่พร้อมจะให้อภัย” นั้น เป็นการสร้างความแตกแยก เพื่อกลบเกลื่อนคดีอย่างไม่สมควร

3. ขอเรียกร้องสังคมและสื่อมวลชนอย่ายอมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลบเกลื่อนเรื่องคดี ด้วยการสร้างความแตกแยกทะเลาะกันในสังคมต่อไป เพราะสังคมไทยก็อาจล่มจม และอาจสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอีกมากได้

4. ขอให้สังคม ใช้สติ ความรัก และความพร้อมจะให้อภัย โดยสนับสนุนการเปิด “ศาลประชาชน” และร่วมส่งสัญญาณ โดยขอให้ประชาชนทุกคนออกมาเป่านกหวีดริมถนนหน้าสำนักงาน หรือร้านค้าใหญ่ๆ ในบริเวณของท่านเองทั่วประเทศ ในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ในเวลา 17.30 น. หากครอบครัวชินวัตรเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิพากษา จะมีหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อชี้แจงต่อศาล หรือสังคม ก็ขอให้ทุกฝ่ายยินดีรับฟัง

และ 5. นัดชุมนุมใหญ่เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกัน ทั้งนักธุรกิจ นักศึกษา ประชาชน ในวันอังคารที่ 12 พฤศจิกายนนี้ ที่บริเวณถนนสีลม ตั้งแต่เวลา 11.30 น. และร่วมเป่านกหวีดพร้อมกัน เวลา 12.34 น. เป็นเวลา 1 นาที หากรัฐบาลมีมาตรการห้ามชุมนุม โดยครอบครัวชินวัตรไม่ยอมรับผลพิพากษาใดๆ ขอให้คนไทยทุกคนออกมาเป่านกหวีดที่ริมถนนในที่ที่ท่านสะดวก เพื่อให้คนไทยและชาวโลกรู้ว่า เราต้องการหลัก “นิติธรรม” ให้คงอยู่ในแผ่นดินตลอดไป.

http://m.thairath.co.th/content/eco/381844

See More
รสนา โตสิตระกูล

เผด็จการมักมีความเชื่อว่า

อำนาจ คือความสามารถที่จะทำให้ "คนหวาดกลัว กลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวสูญเสียลาภยศ ฯลฯ "

เผด็จการ จึงชอบใช้อาวุธ ใช้กำลัง เพื่อข่มขู่ให้ ประ...ชาชนหวาดกลัว และสยบยอม

แต่อำนาจที่แท้จริง มาจากการยอมรับของประชาชน

การรักษาอำนาจไว้ก็ด้วย ผู้มีอำนาจใช้อำนาจภายใต้หลักนิติธรรม และยึดหลักธรรมาภิบาล

ถ้าผู้มีอำนาจหลงระเริง หลงผิดคิดว่า "อำนาจ" คือ สมบัติของตน

เมื่อได้อำนาจมาแล้ว

จะใช้อำนาจตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้

จะใช้อำนาจโดยผิดหลักนิติธรรมอย่างไรก็ได้

จะใช้อำนาจโดยปราศจากธรรมาภิบาลอย่างไรก็ได้นั้น

เป็นความหลงผิดอย่างร้ายแรง

เมื่อประชาชนไม่ยอมรับอำนาจ ผู้นำนั้นจะไม่มีอำนาจอีกต่อไป

เพราะอำนาจที่แท้จริง มาจาก การยอมรับของประชาชน

เผด็จการมักมีความเชื่อว่า

อำนาจ คือความสามารถที่จะทำให้ "คนหวาดกลัว กลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวสูญเสียลาภยศ ฯลฯ "

เผด็จการ จึงชอบใช้อาวุธ ใช้กำลัง เพื่อข่มขู่ให้ ประชาชนหวาดกลัว และสยบยอม

แต่อำนาจที่แท้จริง มาจากการยอมรับของประชาชน

การรักษาอำนาจไว้ก็ด้วย ผู้มีอำนาจใช้อำนาจภายใต้หลักนิติธรรม และยึดหลักธรรมาภิบาล

ถ้าผู้มีอำนาจหลงระเริง หลงผิดคิดว่า "อำนาจ" คือ สมบัติของตน

เมื่อได้อำนาจมาแล้ว

จะใช้อำนาจตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้

จะใช้อำนาจโดยผิดหลักนิติธรรมอย่างไรก็ได้

จะใช้อำนาจโดยปราศจากธรรมาภิบาลอย่างไรก็ได้นั้น

เป็นความหลงผิดอย่างร้ายแรง

เมื่อประชาชนไม่ยอมรับอำนาจ ผู้นำนั้นจะไม่มีอำนาจอีกต่อไป

เพราะอำนาจที่แท้จริง มาจาก การยอมรับของประชาชน

See More
รสนา โตสิตระกูล

เวบพันทิพ หยิบเอาเรื่องเก่ามาโจมตี มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ ส.ว รสนา ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องกรรมการมูลนิธิมีหุ้นใน ปตท. เป็นพวกเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้...ำแกง เรียกร้องคนอ่านอย่าไปหลงเชื่อมี่ออกมาเคลื่อนไหวทวงคืนปตท. และเรียกร้องให้ตรวจสอบ ส.ว รสนา และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคให้จงหนัก

เลยเอาเวบเรื่องนี้มาแปะให้เพื่อนมิตรได้อ่าน เพื่อนส่งมาให้ดิฉันช่วยชี้แจง เลยเอาคำชี้แจงมาโพสให้อ่านด้วย แสดงว่าการเคลื่อนไหวตรวจสอบ ปตท.และก.พลังงานน่าจะทำให้เขาเดือดร้อนหนัก จนต้องมีพวกมือปืนรับจ้างมาดิสเครดิตในโลกออนไลน์

ข้อความที่ตอบเพื่อนที่ส่งลิงค์มาให้ดู ดังนี้

" น่าจะเป็รเรื่องเก่าที่โจมตีตั้งแต่สมัยพี่กับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคฟ้องเพิกถอนการแปรรูป ปตท.สมัยปี2548 ที่กล่าวหากรรมการมูลนิธิฯว่าถือหุ้นปตท.ตอนนี้กลายเป็นว่าได้รับการจัดสรรหุ้น

เท่าที่พอจำเรื่องราวได้คือมีคนถือหุ้นปตท. ที่เป็นญาติของกรรมการมูลนิธิ ใช้นามสกุลเดียวกัน เลยถูกนำไปประโคมข่าวว่ากรรมการมูลนิธิถือหุ้นปตท.

ที่จริงคนอ่านน่าจะลองคิดในมุมว่า หากกรรมการมูลนิธิมีหุ้นปตท.จริง แต่ยังตรวจสอบ ปตท. แสดงว่ามีความเป็นกลางนะ ไม่ได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

ตอนนี้ดูจะปิดเบือนไปถึงขั้นว่าได้รับการจัดสรรหุ้น ถ้าสมมติเป็นจริง จะหาว่าเขาอกตัญญูกับคนจัดสรรหุ้นให้กระนั้นหรือ?!? ดูแล้วตรรกะไม่สมเหตุสมผลเสียเลย

คนพวกนี้ต้องการแค่การดิสเครดิตโดยไม่ได้สนใจว่าคนอ่านสามารถใช้วิจารณญาณเป็น

สำหรับตัวพี่เอง เคยคิดจะซื้อหุ้นเหมือนกัน จะได้ขอเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของปตท. แต่ก็ยังไม่ได้ลองทำดู ส่วนกรรมการมูลนิธิตอนนี้ไม่รู้ว่ามีใครซื้อหุ้นหรือเปล่า ถึงเขาจะซื้อ แต่ยอมให้เจ้าหน้าที่มาขับเคลื่อนการตรวจสอบปตท. ก็ต้องชื่นชมเขานะว่าดีกว่าผู้บริหารในกระทรวงพลังงานที่กินเงินเดือนประชาชน แต่กลับไปใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ปตท. ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินในคดีที่พี่กับมูลนิธิฯ ฟ้อง ว่า " การแปรรูปทำให้ ปตท. ไม่ใช่องคาพยพของรัฐอีกต่อไป จึงไม่สามารถใช้อำนาจรัฐได้อีก และต้องคืนทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชนคืนให้กับแผ่นดิน เช่นท่อส่งก๊าซทั้งระบบ แต่จนบัดนี้ยังคืนไม่หมด โดยเฉพาะท่อก๊าซในทะเล มีความยาวเป็นพันกิโลเมตร

ส่วนอำนาจรัฐที่ศาลปกครองตัดสินว่าห้ามปตท.ใช้อีก แต่ปตท.ก็อาศัยผู้บริหารในก.พลังงานใช้อำนาจแทน คนพวกนี้ยอมเป็นนอมินีทางอำนาจให้ ปตท.โดยได้ผลประโยชน์เงินโบนัสปีละ3-10 ล้านบาท และน่าจะเป็นผู้ได้รับการจัดสรรหุ้น ที่มีความจงรักภักดีต่อผู้จัดสรรให้ คนพวกนี้ควรเรียกว่าเป็นผู้ทรยศต่อข้าวแดงแกงร้อนที่ประชาชนเลี้ยงดู เพราะได้รับการเลี้ยงดูอย่างอิ่มหมีพีมันจาก ปตท.มากกว่า

คนที่มาปล่อยข่าวก็คงเป็นพวกได้รับเศษเนื้อข้างเขียงมาเป็นแน่ จึงได้เอาความเท็จมาปั้นน้ำให้เป็นตัว

เพิ่งไปอ่านในเวบพันทิพ ทีแรกนึกว่าเรื่องเก่า แต่เป็นเรื่องเก่าเอามาปั้นแต่งขายใหม่ คนเขียนกล่าวอ้างว่าพี่เป็นกรรมการมูลนิธิ ซึ่งพี่ไม่เคยเป็น

คนเขียนพูดว่าต้องตรวจสอบ ส.ว รสนา และ มูลนิธิให้จงหนัก ที่จริงควรตรวจสอบภาครัฐให้จงหนัก เพราะรัฐบาล และก.พลังงาน ใช้ภาษีของประชาชน

ที่จริงก็ต้องขอบคุณคนเขียนในเวบพันทิพ แสดงว่าการตรวจสอบของคนกลุ่มเล็กๆอย่างพวกเราทำให้ก.พลังงาน และ ปตท. เดือดร้อนหนัก ถึงกับต้องมีมืปืนรับจ้างพวกนี้มาคอยดิสเครดิตพี่และ มูลนิธิ นอกจากเรื่องนี้แล้ว เขาก็ไม่มีประเด็นอื่นจะมาใส่ร้ายพี่ และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้อีก

http://pantip.com/topic/30737396

See More

บทความแปลเป็นภาษาไทยจากลิงค์ ด้านล่าง ของคุณรสนา จาก Bangkok Post ตอบกลับ ที่โดนพาดพิงคะ เป็นบทความที่น่าประทับใจมากคะ

I would normally like to think higher of my capital city, the place I've come to believe holds the highest ratio of educated/informed voters to politically indifferent individuals. That ratio may not necessarily be so high any more, judging from the recent senatorial election results.
prachatai.com

นางสาว รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งติดตามตรวจสอบนโยบายพลังงานของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวในระหว่างการเสวนาว่า "การยกร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียนถือว่าเป็นเรื่องที่มีความก้าวหน้าและเห็นว่าควรมีการรื้อโครงสร้างกระทรวงพลังงานใหม่โดยแบ่งเป็นกระทรวงพลังงานด้านปิโตรเลียม และกระทรวงพลังงานที่ดูแลเรื่องพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ไม่เช่นนั้นพลังงานปิโตรเลียมซึ่งมีขนาดใหญ่มากก็จะควบคุมทุกอย่างทำให้พลังงานหมุนเวียนไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้"
ปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนของ...ประเทศไทยสามารถผลิตได้ 8,272.08 เมกะวัตต์หรือร้อยละ 9.4 ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในประเทศ โดยกระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 25 ภายใน 10 ปี (2555-2564) กรี นพีซเชื่อว่าถ้าประเทศไทยมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่เข้มข้นตามหลักการพื้น ฐานที่กรีนพีซเสนอไว้ ประเทศไทยจะสามารถเพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียนตามเป้าที่กระทรวงพลังงาน ตั้งไว้ได้ภายในเวลาไม่ถึง10 ปี

ประเทศไทยเรานั้นมีศักยภาพในการผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแดด ลม น้ำ หรือพลังงานชีวมวลต่างๆ ขาดแต่เพียงแค่การให้ความรู้และสนับสนุนจากรัฐบาลเท่านั้น คง ไม่มีใครอยากให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือถ่านหินตั้งอยู่ในพื้นที่ของบ้านตน โดยที่ประเทศไทยเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากขนาดนั้น และเป็นการได้ที่ไม่คุ้มเสียอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมจนยากที่จะฟื้นฟูแล้ว ยังเป็นการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย แหล่งประกอบอาชีพ และสุขภาพชีวิตอย่างที่ไม่มีวันคุ้มค่ากับการแลกมาด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่าง แน่นอน
“และไม่ใช่เพียงช่วยลดปัญหาโลกร้อนเท่านั้น แต่การลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนจะส่งผลดีกับสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งการสร้างงานสร้างรายได้ ลดมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ” ณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวสรุป “โดยกฎหมายนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านพลังงาน หมุนเวียน และที่สำคัญคือเป็นการกำหนดนโยบายที่เอื้อให้ชุมชนในพื้นที่ผลิตกระแสไฟฟ้า ตามศักยภาพที่มีอยู่ในชุมชนได้อย่างเต็มที่”
ถึง เวลาที่เราต้องเวลาบอกลาโดมกู้วิกฤติโลกร้อนเพื่อให้เดินทางไปสร้างความหวัง และแรงบันดาลใจเรื่องพลังงานหมุนเวียนที่ประเทศอื่นๆ ต่อไป แต่กิจกรรมรณรงค์กฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของประเทศไทยของเรายังไม่จบ สิ้นลง เราต้องการทุกเสียงสนับสนุนของคนไทย เพื่อจะทำให้เราปฏิวัติสู่พลังงานหมุนเวียนได้สำเร็จ แล้วประเทศเราก็จะได้บอกลาพลังงานสกปรกกันเสียที

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=819657

See More

นอกจากท่านสว.รสนา จะมีเเฟนเพจอย่างเป็นทางการเเล้ว ท่านยังเปิดให้ติดตาม follow ได้ ที่ Facebook ส่วนตัวของท่านอีกด้วยคะ

วันนี้ Admin ได้พบท่านรสนา ตัวจริงเป็นครั้งเเรก ณ ศาลโลก กรุงเฮก นะคะ เรียนท่านว่าได้สร้างเพจนี้ก่อนที่ท่านจะมี Fanpage ของท่านเอง เพราะโดยส่วนตัวอยากกดไลค์ ท่าน สว. ท่านน่ารักมากคะ จะติดตามผลงานต่อไปนะคะ ^^

Image may contain: 2 people

เชิญทุกท่านไปกดไลค์ เเฟนเพจของท่านรสนา อย่างเป็นทางการคะ

เชิญทุกท่านไปกดไลค์ เเฟนเพจของท่านรสนา อย่างเป็นทางการคะ

รสนา โตสิตระกูล

สังคมไทยเป็นสังคมอำนาจนิยมที่ยังไม่สามารถเรียกว่าเป็นสังคมประชาธิปไตย แม้มีการเลือกตั้ง ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าเป็นประชาธิปไตย

แม้การเลือกตั้งจะเป็นวิธีหนึ่งในการแ...สดงออกทางประชาธิปไตยก็จริงอยู่ แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่เคยมีการแข่งขันเลือกตั้งกันรุนแรงขนาดฆ่ากัน หรือจะถือว่านักเลือกตั้งของไทยมีความรักชาติ รักประชาชนยิ่งกว่าชาติอื่นใดในโลกนี้ ถึงขนาดต้องฆ่าคู่แข่งเพื่อจะได้เข้ามารับใช้ชาติ และประชาชน

แต่ความจริงของการเลือกตั้ง คือการเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐ เพื่อจะได้กอบโกยผลประโยชน์ ทั้งจากงบประมาณแผ่นดิน ทรัพยากร และสินทรัพย์ของชาติ อีกทั้งสามารถออกนโยบายล้วงกระเป๋าประชาชนได้หลากหลายรูปแบบ ที่เรียกว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวง ด้วยเหตุนี้การแย่งชิงอำนาจจึงเป็นไปอย่างดุเดือดรุนแรง

กลไกเข้าสู่อำนาจรัฐ ด้วยวิธีการเลือกตั้งสำคัญอย่างไร ต้องแย่งชิงอย่างไร เห็นได้จากการชุมนุมปี 2552 และปี2553 เป็นการสร้างสถานการณ์จลาจล โดยแกนนำที่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองเพื่อบีบคั้นให้รัฐบาลยุบสภา จะได้เลือกตั้งใหม่

การชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน แต่ไม่ใช่สิทธิของพรรคการเมือง ในการเป็นแกนนำระดมประชาชนมาโค่นล้มรัฐบาลที่เป็นคู่แข่งของตน

คุณทักษิณและแกนนำอ้างว่าการระดมประชาชนมาชุมนุม เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย โดยอ้างว่าต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ และใช้สโลแกนว่า ต้องการballot (การลงคะแนนเลือกตั้ง) ไม่ใช่ bullet (กระสุนปืน)

แต่การชุมนุมที่อ้างว่าเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย กลับพร้อมใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ แม้นำไปสู่การสูญเสียชีวิตของผู้ชุมนุม และเผาบ้าน เผาเมือง ทั้งนี้เพื่อบีบให้รัฐบาลในขณะนั้นยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่

เพราะเชื่อว่าเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ก็จะสามารถจัดการกลไกเลือกตั้ง เพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐอีกครั้ง โดยอาศัยหัวคะแนน การลงทุนทางการเมือง และการถอนทุนผ่านนโยบายประชานิยมแบบนักการเมืองบวกกลุ่มทุนสามานย์เอา80% เหลือ 20%ให้ประชาชน ทั้งที่งบประมาณทั้งหมด มาจากภาษีและหยาดเหงื่อของประชาชน

พรรคการเมืองนี้ เมื่อได้เป็นรัฐบาลก็ไม่ได้เคารพสิทธิการชุมนุมของประชาชนกลุ่มอื่น ที่แสดงความเห็นต่อต้านการทุจริต และการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล

ดังจะเห็นได้จากการชุมนุมของประชาชนในวันที่24พ.ย ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ละเมิดสิทธิของประชาชนที่ชุมนุมตามสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63ด้วยการขัดขวางการชุมนุมทุกวิถีทางไม่ให้เข้าไปในสถานที่ชุมนุม แม้แต่การปาแก๊สน้ำตาเข้าไปในหมู่ประชาชนที่เดินทางมาชุมนุม รุมกระทืบประชาชน ทั้งที่คนเหล่านั้นยังไม่ได้มีการก่อเหตุจลาจลแต่อย่างใด

การกระทำความรุนแรงต่อประชาชนที่ชุมนุมทางการเมือง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเคยเกิดขึ้นกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7ตุลาคม 2551 จนมีประชาชนเสียชีวิต พิการ และบาดเจ็บจำนวนมาก ศาลปกครองได้ตัดสินแล้วว่า รัฐบาลได้กระทำเกินกว่าเหตุจริง

ปรากฎการณ์จาก2 เหตุการณ์นี้ได้ตอกย้ำว่าการแย่งชิงผลประโยชน์จากการยึดกุมอำนาจรัฐ เป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด และเหี้ยมเกรียมเพียงไร

การเมืองปัจจุบันจึงไม่ใช่ประชาธิปไตย แม้มีการเลือกตั้ง แต่ควรเรียกว่าเป็นธุรกิจการเมืองการเลือกตั้ง ที่นักการเมืองลงทุนแล้ว ก็เข้ามาถอนทุน กล่าวได้ว่าธุรกิจการเมืองสร้างกำไรมหาศาลให้กับเจ้าของพรรคการเมืองที่ลงทุนกับการเลือกตั้ง ยิ่งกว่าธุรกิจใดใด การเมืองแบบนี้ จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

รัฐบาลใช้นโยบายประชานิยมหลายโครงการ ที่เป็นการตกเขียว ซื้อเสียงล่วงหน้า และก่อผลเสียหายต่อบ้านเมืองในระยะยาว เป็นการใช้ระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้ประชาชนหวังพึ่ง เสพติดประชานิยม

อำนาจเบ็ดเสร็จนำไปสู่การคอรัปชั่นเบ็ดเสร็จ และอำนาจเบ็ดเสร็จไม่ว่าจะมาจากการรัฐประหาร หรือ การเลือกตั้งย่อมไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างแน่นอน

See More
Image may contain: 1 person, standing and outdoor
Rosana Tositrakul is at Bacc หอศิลป์กรุงเทพ.

ประติมากรรมแท่นขุดเจาะน้ำมันติดตั้งเสร็จแล้วด้านหน้าหอศิลปฯ กรุงเทพฯ
ขอเชิญเพื่อนๆทุกท่านมาเยี่ยมชมได้ทุกวัน และร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศได้ในการเสวนา Citizen Dialogue Forum ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-18.00 ณ ห้อง 401 ชั้น 4 นะคะ