(ต่อจากเมื่อวาน) ทฤษฎีสมคบคิด/ตัดราคา/กดราคา (และรวมหัวผูกขาด)

ราคาข้าวถูกกำหนดมาจากไหน

สำหรับประเทศที่ส่งข้าวออกที่สำคัญนั้น ถ้ารัฐบาลไม่ได้มีมาตรการที่มีผลทำให้ราคาในประเทศต่างออกไป (เช่น เข้าไปรับซื้อ รับจำนำข้าว หรือจ่ายเงินอุดหนุน) ราคาในประเทศก็มักถูกกำหนดจากราคาส่งออก หรือที่เรียกกันว่าราคาตลาดโลก (ซึ่งในภาคปฏิบัติจะมีหลายราคา เช่น ข้าวไทยจะแพงกว่าข้าวเวียดนามและอินเดีย แต่ปกติราคาข้าวส่งออกจากสามประเทศนี้มักจะเคลื่อนไหวในขึ้นลงทิศทางเดียวกัน รวมถึงราคาข้าวของสหรัฐอเมร...ิกาด้วย)

ปกติผู้เล่นที่มีความสำคํญและถือได้ว่าเป็น “ผู้สร้าง/กำหนดราคาตลาดโลก” ก็คือกล่มผู้ค้าและนายหน้าระหว่างประเทศ (International trader/broker) กลุ่มเหล่านี้มักมีบทบาทเป็นตัวแทนของผู้ซื้อที่จะไปเจรจาซื้อข้าวและเสนอราคาต่อผู้ส่งออกในประเทศต่างๆ โดยเป็นผู้เสนอราคาซื้อ

ถ้า บ. ผู้ส่งออกตกลงทำสัญญาขาย (ซึ่งมักเป็นสัญญาที่ทำตอนที่ผู้ส่งออกยังไม่มีข้าวอยู่ในมือ หรือที่เรียกว่าเป็น short sale) บ. ผู้ส่งออกก็มักจะนำราคาดังกล่าวมาทอนเป็นราคาที่จะรับซื้อจากนายหน้า (หยง) และโรงสีในประเทศ ซึ่งมักจะกำหนดตามกันไปเป็นทอดๆ

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทผู้ค้าระหว่างประเทศจะสามารถเสนอราคาที่สามารถตกลงกันได้นั้น บริษัทเหล่านี้ก็ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศผู้ขายเป็นอย่างดี ซึ่งส่วนหนึ่งจะได้จากตัวแทนของ บ. ในประเทศผู้ขายด้วย (รวมทั้งข้อมูลจากการเจรจาต่อรองกับ บ. ผู้ส่งออกด้วย)

แต่เนื่องจากกระบวนการหลักคือ บ. ผู้ส่งออกไปตกลงทำสัญญา “รับออร์เด้อร์” และมากำหนดและแจ้งราคารับซื้อ ก็ทำให้ในกรณีที่ บ. ไปรับออร์เด้อร์มาในราคาที่ต่ำและแจ้งราคารับซื้อที่ต่ำ ก็มักทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่พอใจและกล่าวหาว่า บ. เหล่านี้ไป “ขายตัดราคา” และมา “กดราคาซื้อ” ในตลาดในประเทศ

บางครั้งก็มีการกล่าวหาว่า บ. เหล่านี้ต้องการทุบราคาให้ต่ำๆ เพราะทำให้ “ซื้อง่ายขายคล่อง” และมีกำไรมากขึ้นจากเงินลงทุนที่น้อยลง เพราะรายได้ของบริษัทมาจากการ “กินส่วนต่าง” ซึ่งไม่ได้ลดลงมากเมื่อราคาข้าวต่ำลง

แต่การที่จะสรุปฟันธงเช่นนี้ก็มีข้อควรคำนึงอย่างน้อยสองข้อ คือ
1. ถ้าบริษัทเหล่านี้ไปทำสัญญาขายในราคาต่ำเกินไป แล้วไม่สามารถหาซื้อข้าวในราคาที่ตัวเองจะทำกำไรได้ บ.ผู้ส่งออกก็จะขาดทุน ซึ่งถ้าเราดูรายชื่อผู้ส่งออกรายใหญ่ในช่วงต่างๆ ก็จะเห็นชื่อที่เปลี่ยนไปพอสมควร ซึ่งหลายรายที่หายหน้าหรือลดบทบาทไปก็เกิดจากการขาดทุนในการเก็งราคาข้าว
2. เวลาข้าวขาดตลาด บ. เหล่านี้ก็ทำสัญญารับออร์เด้อร์มาได้ในราคาที่สูง และราคาข้าวภายในประเทศก็พุ่งสูงตามด้วยเหมือนกัน

ในกรณีโรงสี ก็มักมีข้อกล่าวหาเรื่องโรงสีกดราคาหรือหยุด/ไม่ยอมซื้อข้าว

ถ้าพิจารณาจากลักษณะของธุรกิจแล้ว โรงสีเป็นผู้รับภาระความเสี่ยงด้านราคามากกว่าผู้ส่งออกเสียอีก เพราะโรงสีที่มีข้าวอยู่ในมือจะขายข้าวได้ง่ายกว่าโรงสีที่ยังไม่มีข้าว
(ถ้าไปไล่ดูโรงสี ก็จะพบว่ามีโรงสีจำนวนมากที่ล้มหายตายจากเพราะการเก็งราคาข้าวผิดพลาด)

โดยทั่วไปแล้วโรงสีก็จะซื้อข้าวโดยทอนจากราคาที่ได้รับแจ้งจากผู้ส่งออกหรือนายหน้า (หยง) แต่ถ้าโรงสีหรือตลาดคาดว่าผลผลิตจะออกมามากแล้วราคาจะต่ำลงอีกในอนาคต โรงสีก็มักต้องปรับตัวด้วยหนึ่งหรือสองวิธีต่อไปนี้คือ 1. หยุดซื้อข้าวไปก่อนแล้วรอไปซื้อในวันหน้าหรือเดือนต่อๆ ไปที่คาดว่าราคาจะต่ำลง หรือ 2. รับซื้อในราคาที่คาดว่าจะต่ำลงในอนาคต

โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงราคาที่สำคัญมักจะเกิดในช่วงฤดูใหม่ ซึ่งราคาใหม่จะขึ้นกับการคาดการณ์อนาคตของฝ่ายต่างๆ (ซึ่งมักมีผลทำให้ราคาต้นฤดูใหม่ไม่ได้เป็นเส้นที่วิ่งต่อจากกราฟเดิม แต่อาจจะกระโดดขึ้นหรือลงจากเดิมอย่างมากก็เป็นได้)

โดยทั่วไปแล้วอนาคตจะมีทั้งส่วนที่เป็นแนวโน้มที่พอคาดการณ์ได้ล่วงหน้า กับส่วนที่คาดการณ์ได้ยากหรือเกิดขึ้นกะทันหัน (เช่น น้ำท่วมหนักในบางปี) ในประเทศที่ระบบข้อมูลไม่ดี โอกาสที่คาดการณ์ผิดหรือเกินความจริงย่อมมีมากกว่า และอาจมีผลทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้วิธีตั้งราคาแบบที่ป้องกันตัวเองไว้ก่อน (Play Safe) ทำให้มีความเป็นไปได้มากที่เราจะเห็นราคาขึ้นลงมากกว่าที่ควรจะเป็น (overshoot) (เช่น กรณีราคาข้าวหอมมะลิ) ต่อเมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น ราคาก็จะปรับมาสู่จุดที่สมเหตุสมผลมากขึ้น

ซึ่งในกรณีหลัง (ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องขาดข้อมูลที่แม่นยำ) บทบาทที่รัฐบาลจะทำได้ดีกว่าคือการลงทุนสร้างระบบติดตามข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่จะช่วยให้ฝ่ายต่างๆ สามารถคาดการณ์อนาคตได้แม่นยำมากขึ้น ไม่ใช่ไปกล่าวหาหรือชี้หน้าด่าใครต่อใครว่าสมคบคิดกันทุบราคาข้าว ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วไม่ว่านักธุรกิจหรือนักการเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีศักยภาพที่จะทำเช่นนั้นได้ แม้กระทั่ง บ. ธุรกิจเกษตรระดับข้ามชาติของไทยก็เคยคาดการณ์ผิดและเจ็บตัวจากการเก็งตลาดข้าวผิดพลาดในช่วงที่มีการจำนำข้าวมาแล้ว

ပိုမိုကြည့်ရှုရန်
၁၇၈
၁၀
၆၉